หน้าหลัก ข่าว คลิปข่าว ข่าวประชาสัมพันธ์ สังคมบ้านเรา แหล่งกิน-แหล่งเที่ยว ธุรกิจ-เศรษฐกิจ บุคคลเด่น ติดต่อเรา
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี

เทศบาลเมืองศรีราชา

เทศบาลนครแหลมฉบัง

เทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์
เทศบาลตำบลบางพระ

องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขาม

 


ลงพื้นที่ตรวจสอบน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นไปตามแผน แนะเร่งสร้างแหล่งน้ำต้นทุน

   ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมหน่วยงานเกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก พบยังไม่น่าเป็นห่วง แนะจัดทำโครงการเมกะโปรเจ็คสร้างแหล่งน้ำต้นทุนของตนเอง ขณะที่หน่วยฝนหลวงพร้อมประจำการทุกพื้นที่
วันนี้ (17 มกราคม 2563) นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ระยอง และจันทบุรี โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ณ สำนักงานชลประทานที่ 9 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกว่า สถานการณ์น้ำในภาพรวมของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทั้ง 7 แห่ง มีปริมาณรวมประมาณ 671 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ
ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีจำนวน 55 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 542 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯ เช่นเดียวกับปริมาณน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ ที่อยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 30-50 ของลำน้ำ
โดยมาตรการรองรับวิกฤตขาดแคลนน้ำใน จ.ชลบุรีและระยอง ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันดำเนินการตามมาตรการต่างๆ อาทิ บริษัท EAST WATER ที่ทำการเชื่อมต่อน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปลงยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล เพื่อลดการสูญเสียน้ำ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเกษตรบริเวณท้ายอ่างฯ ประแสร์ เนื่องจากมีการจัดสรรน้ำไว้อย่างเพียงพอตลอดฤดูแล้ง
นอกจากนั้นการประปาส่วนภูมิภาค ยังได้ทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวง ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในจังหวัดชลบุรีได้กว่า 10 ล้าน ลบ.ม. ไม่เพียงเท่านั้น กรมชลประทาน ยังได้จัดหาแหล่งน้ำจากบ่อดินเอกชนเพิ่มเติมอีกกว่า 20 ล้านลบ.ม. พร้อมได้ขอความร่วมมือไปยังการนิคมอุตสาหกรรม ให้ลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10
รองอธิบดีกรมชลประทาน ยังเผยถึงแนวทางในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในระยะเร่งด่วนว่าคือการผันน้ำจาก จ.จันทบุรี ไปยังแหล่งกักเก็บน้ำใน จ.ระยอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ด้วยการผันน้ำจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ผ่านท่อส่งน้ำระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 9 เครื่อง อัตราการสูบ 5 ลบ.ม. ต่อวินาที โดยจะดำเนินการสูบผันน้ำเฉพาะช่วงฤดูฝน โดยมีระยะเวลาการสูบน้ำ 5 เดือน ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ไปจนถึงเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งจะมีปริมาณน้ำประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม.
“กรมชลประทาน ยังเร่งประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำจากทุกอ่างเก็บน้ำ เพื่อให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายและให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้งไปจนถึงต้นฤดูฝนในปีหน้า” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
ด้าน นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่าการเดินทางลงพื้นที่ จ.ชลบุรี และพบปะเกษตรกรผู้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง และ จ.จันทบุรีในครั้งนี้ เพื่อติดตามภาพรวมการการจัดสรรน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่มีจำนวน 1,540 ล้าน ลม.ม. ซึ่งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาใช้ไปแล้วประมาณ 600 ล้าน ลบ.ม.
และน้ำส่วนที่เหลือจะต้องแบ่งใช้ในภาคเกษตรกรรม ประมาณ 40% ,ดูแลระบบนิเวศน์ 8% ,ภาคอุตสาหกรรม 11 %, อุปโภค-บริโภค 9 % และอื่นๆ อีก 15% ที่จะต้องบริหารจัดการให้เพียงพอระหว่างวันที่ 1 พ.ย.2562- 30 เม.ย. 2563
นายอลงกรณ์ เผยว่าการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกอยู่ในระดับที่น่าพอใจและเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในภาคธุรกิจท่องเที่ยว อุตสาหกรรม รวมทั้งภาคครัวเรือน ซึ่งรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญเรื่องการติดตามการบริหารจัดการน้ำ ,การให้ความสำคัญกับโครงการ อีอีซี.ที่จะต้องมีน้ำใช้อย่างเพียง ด้วยการเร่งรัดโครงการระบบเชื่อมโยงน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุน
รวมทั้งการจัดโครงการเชื่อมโยงการใช้แหล่งน้ำดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างกัมพูชา ที่ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศ ได้เริ่มเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อหาแนวทางในการแลกเปลี่ยนน้ำกับวัตถุดิบที่มีในประเทศไทย
ที่สำคัญคือการจัดทำโครงการฝนหลวงในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีความพร้อมและเหมาะสม ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยฝนหลวงเข้าประจำการในพื้นที่เข้าเงื่อนไขความพร้อมในการจัดทำฝนหลวงแล้ว
“ภาคตะวันออก มีข้อด้อยที่การไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนเป็นของตัวเองจึงทำให้ต้องผันน้ำจากที่ต่างๆ มาช่วย จึงจำเป็นต้องผลักดันให้มีการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็คเพื่อรองรับการผันน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนต่างๆ หรือแม้แต่การต่อเชื่อมน้ำจากแหล่งน้ำในลุ่มน้ำใหญ่ในพื้นที่เพื่อใช้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับใช้ใน 5 ส่วนหลักให้เพียงพอต่อไป”นายอลงกรณ์ กล่าว
โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำใน จ.ชลบุรี แล้วปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะยังได้เดินทางต่อไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เพื่อพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่ จ.ระยอง และจันทบุรี อีกด้วย

 

 


 

 
เร่งระงับเพลิงที่กำลังลุกไหม้ร้านรับซื้อของเก่าริม..

กลุ่มบริษัทในเครือเซ็นทรัล, โรบินสัน ชลบุรี จัดโค..

น่าชื่นชม...เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ่อวิน ..

ภาครัฐ เอกชน อำเภอศรีราชา ร่วมมอบสิ่งของในวันรวมน..

มงฟอร์ตวิทยาลัย คว้าถ้วยพระราชทานฯ กีฬาเครือเซนต์ค..

โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา เปิดการแข่งขันฟุตบอล “ASS..

เอสโซ่ และเมืองศรีราชาห่วงใยความปลอดภัยบนท้องถนน..

ปตท.อำเภอศรีราชา จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต.......

อำเภอศรีราชา จัดพิธีวางพวงมาลา 23 ตุลาคม..

เขาเขียว จัดเค้กผักและผลไม้ ครบรอบ 54 ปี แม่มะลิ ..

ห้ามพลาดสินค้าดี....ในมหกรรมแสดงสินค้าและเชื่อมโยง..

นายอำเภอพร้อมชาวศรีราชาร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพร..

 

 

———————————————————————————————————————————————————————————–––––––––
www.chonburitoday.com © All Rights reserved 2016